กลนิยายคัลวีโน พร้อมของที่ระลึก

725 ฿

  • มาร์โควัลโด
  • หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง
  • เมืองที่มองไม่เห็น
  • กระเป๋าผ้าเมืองที่มองไม่เห็น
  • แก้วมัคหากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง
  • แก้วมัคมาร์โควัลโด
หมวดหมู่:

ข้อมูลเพิ่มเติม

รายละเอียด

มาร์โควัลโด

เรื่องสั้นๆ 20 เรื่อง ของกรรมกรนามว่ามาร์โควัลโด ผู้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่แห่งหนึ่งในอิตาลี เมืองที่ทันสมัยเพราะเศรษฐกิจแต่แห้งแล้งและชวนห่อเหี่ยวใจแห่งนี้ เปลี่ยนโฉมหน้าไปภายใต้เสื้อคลุมแห่งฤดูกาลทั้งสี่ ทั้งฤดูใบไม้ผลิซึ่งนำความอุดมสมบูรณ์มาให้ ฤดูร้อนบางทีก็ร้อนเกินไปจนต้องหาทางคลายร้อน ฤดูใบไม้ร่วงส่งสัญญาณบอกให้เตรียมรับฤดูหนาว ฤดูหนาวที่มาพร้อมหิมะและโรครูมาตอยด์ ก่อนจะกลับเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิใหม่อีกครั้ง ถึงจะขาดแคลนเงินทองและธรรมชาติในชีวิตประจำวัน แต่มาร์โควัลโดกับภรรยาและลูกๆ ก็มีวิธีซื่อๆและสุจริต (เป็นส่วนใหญ่) มาพร้อมรับมือเสมอไม่ว่าจะเป็นฤดูใดก็ตามของปี

ที่แปลกคือ ผมเริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็นมาร์โควัลโดก็ตอนผมเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จนั่นแหละ ตอนผมเขียน ผมคิดว่าเขาคือตัวละครที่ออกจะชวนหัวนิดๆ ชวนเศร้าหน่อยๆ แต่ก็ต่างไปจากตัวผมมาก กระนั้น เมื่อเวลาผ่านไป…

อิตาโล คัลวีโน ใน “Letters, 1941-1985

หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง

หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง (Se una notte d’inverno un viaggiatore) เป็นนวนิยายของอิตาโล คัลวีโน นักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศอิตาลีในคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ. 1979 หลังจากที่เขาไม่ได้ตีพิมพ์วรรณกรรมออกมาสู่สาธารณชนระยะหนึ่ง อย่างไรก็ดี เมื่อนวนิยายเล่มนี้ตีพิมพ์ออกมา มันก็รั้งตําแหน่ง “นวนิยายหลังสมัยใหม่” อีกหนึ่งเล่มในตํานาน

นวนิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องของ “คุณ” ด้วยสรรพนามบุรุษที่ 2 “คุณ” เป็นนักอ่านคนหนึ่ง ซึ่งพยายามอ่านนิยายเรื่อง หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง แต่ละบทแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเล่าถึงความพยายามของ “คุณ” นักอ่านที่จะอ่านบทต่อไปของนิยายที่เขาอ่านค้างอยู่ ขณะที่ส่วนที่สองเป็นบทแรกของหนังสือเล่มใหม่ๆ อีกสิบเล่มที่ “คุณ” นักอ่านค้นพบอย่างต่อเนื่อง หากแต่มันไม่เคยมีตอนจบ

The Telegraph รวมนวนิยายเล่มนี้ไว้ในลิสต์ลําดับที่ 69 ของ “นวนิยาย 100 เล่มที่ทุกคนควรอ่าน” ในปี 2009 โดยบรรยายว่าเป็นนวนิยาย “ปริศนาขี้เล่นหลังสมัยใหม่”

การอ่านงานของคัลวีโนทําให้คุณรู้สึกเหมือนถูกก่อกวนอยู่ตลอดเวลาด้วยความคิดที่ว่า เขาเขียนในสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว แต่คุณกลับไม่เคยนึกถึงมันมาก่อน นี่เป็นอะไรที่สั่นประสาทมาก แต่โชคดีที่คุณจะมัววุ่นวายอยู่กับการหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังมากกว่าที่จะบ้าไปจริงๆ…

ซัลมาน รัชดี, London Review of Books

เป็นวรรณกรรมล้อนิยายขายดีน่าเบื่อทั้งหมดที่คุณซื้อที่สนามบิน ล้อได้น่าประทับใจและฉลาดอย่างน่าอัศจรรย์ใจ…เป็น ‘นิยายระดับโลก’ พกมันไปด้วยคราวหน้าเมื่อคุณวางแผนจะเดินทางไปบนเก้าอี้นวม

ลอร์นา เซจ, Observer

เป็นงานที่หลักแหลมแพรวพราวด้วยการผสมผสานจินตนาการกับปัญญาญาณเข้าด้วยกัน แล้วมันก็ตลกมากๆ ด้วย

อัลแลน แมสซี, Scotsman

เมืองที่มองไม่เห็น

เรื่องเล่าพิสดารที่คัลวีโนดูเหมือนกับนักมายากลผู้จัดกลุ่มเรื่องต่างๆ และควบคุมกำกับให้อยู่ในกรอบเรื่องอย่างระมัดระวัง คัลวีโนแบ่งเนื้อหาทั้งหมดออกเป็น 9 บท โดยแต่ละบทจะมีกรอบเรื่องปิดหัวปิดท้าย และเกร็ดสั้นๆ เกี่ยวกับเมืองซึ่งจัดอยู่ภายใต้หัวข้อทั้งหมด 11 หัวข้อ ซึ่งแต่ละหัวข้อก็จะประกอบด้วยเกร็ดเรื่องเมืองทั้งหมด 5 เรื่อง รวมเป็นเกร็ดเรื่องเกี่ยวกับเมือง 55 เมืองที่โปโลเดินทางไป

มีผู้พยายามถอดรหัส ตีความ หรือพยายามทำความเข้าใจตรรกะในงานชิ้นนี้ของคัลวีโนไปต่างๆ นานา บางท่านเสนอว่าคัลวีโนได้วางแผนการนำเสนอเกร็ดเรื่องเมืองต่างๆ อย่างรัดกุมและระมัดระวัง โดยมีรูปแบบทางคณิตศาสตร์กำกับซ่อนอยู่ บ้างก็ว่าเมืองแต่ละเมืองที่โปโลพูดถึงทำให้เราตระหนักได้ถึงความสับสนในการจำแนกระหว่างความจริงและมายา บางท่านเห็นว่าผลงานเรื่องนี้ไม่อาจสรุปใจความออกมาให้สั้นกระชับได้ หากทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนถูกมนต์สะกด ราวกับหลงทางเข้าไปในเขาวงกตที่วนเวียนไปตามทางเดินซ้ำซ้อน แต่ก็เต็มไปด้วยความฉงนใจกับสิ่งของที่ดูผิดที่ผิดเวลา เช่นอากาศยาน ตึกระฟ้า โปสการ์ด หรือมอเตอร์ไซค์ ทั้งที่บทสนทนาตามท้องเรื่องน่าจะเกิดขึ้นช่วงศตวรรษที่ 13 ฯลฯ

เมืองที่มองไม่เห็น ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมจากผู้รู้วรรณกรรรมและคนรักหนังสือ บรรดานักศึกษาอเมริกันในยุค 70 พากันกล่าวขวัญถึงหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินนำไปแต่งเพลงหรือดัดแปลงเป็นอุปรากร อย่างไรก็ตามแม้ เมืองที่มองไม่เห็น ดูจะเป็นที่ชื่นชอบจากกลุ่มผู้อ่านปัญญาชน แต่คัลวีโนก็ยังเชื่อว่าหนังสือของเขาเป็นหนังสือที่ทุกคนเข้าถึงได้ รูปแบบงานเขียนที่ซับซ้อนของเขามาจากการที่เขาชอบทดลองรูปแบบใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

เมืองที่มองไม่เห็น เป็นงานที่มีผู้ชื่นชอบมากในสหรัฐอเมริกา ซึ่งนับว่าน่าประหลาดใจ เพราะมันไม่เข้าข่ายงานอ่านง่ายของผมแน่ๆ มันไม่น่าจะนับว่าเป็นนวนิยาย ออกจะไปในทางรวมกวีนิพนธ์ในรูปแบบร้อยแก้วมากกว่า

ผมต้องการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อ่าน ผมอยากให้พวกเขาได้รับความเพลิดเพลิน ผมไม่ต้องการเป็นนักเขียนที่น่าเบื่อหน่าย แต่ในเวลาเดียวกัน ผมต้องการให้หนังสือของผมมีความหมาย และมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมในยุคสมัยของเรา ผมปรารถนาที่จะได้พูดในสิ่งที่ไม่เคยมีใครพูดมาก่อน ที่จะพูดในสิ่งที่มิอาจจะสื่อได้ด้วยวิธีอื่นยกเว้นผ่านวรรณกรรรม

กระเป๋าผ้า “เมืองที่มองไม่เห็น”

ลายหน้าปก เมืองที่มองไม่เห็น

  • ผ้าดิบสีขาว ขนาด 15″ x 11″
  • ด้านข้างและด้านล่าง 4.75″
  • กระเป๋าด้านใน ขนาด 6.5″ x 4″

แก้วมัค “หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง”

ลายหน้าปก หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง พร้อมข้อความจากหนังสือ

หนังสือที่คุณทำทีว่าอ่านแล้วมาตลอด และคงถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจอ่านจริงๆ เสียที

  • ขนาด: 81 x 96 มม.
  • ความจุ: 11 ออนซ์
  • ทรงกระบอก สีขาว นิวโบน

แก้วมัค “มาร์โควัลโด”

ลายหน้าปก มาร์โควัลโด พร้อมข้อความจากหนังสือ

บริโภคสิ! พากันหยิบจับสินค้าแล้ววางคืน แล้วหยิบมาใหม่ แล้วก็แย่งจากมือกัน บริโภคสิ!

  • ขนาด: 81 x 96 มม.
  • ความจุ: 11 ออนซ์
  • ทรงกระบอก สีขาว นิวโบน

อิตาโล คัลวีโน

อิตาโล คัลวีโน (Italo Calvino, 1923-1985) เกิดที่คิวบาและเติบโตที่อิตาลี บิดามารดาเป็นนักพฤกษศาสตร์ คัลวีโนเป็นแกะดำในครอบครัวที่ยกย่องวิทยาศาสตร์ว่ามีคุณค่าเหนือวรรณกรรม เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกอักษรศาสตร์ แล้วกลายเป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนนวนิยาย สไตล์การเขียนของเขาไม่สามารถจัดประเภทได้โดยง่าย

งานเขียนของเขาจำนวนมากมีกลิ่นอายที่ทำให้นึกถึงนิทาน (Our Ancestors, Cosmicomics) แต่บางครั้งเขาก็เขียนในลักษณะสัจนิยม คือสังเกตความเป็นไปในฉากและชีวิตของผู้คน (Difficult Loves) บางเรื่องเช่น หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง ถูกเรียกว่าเป็นงานในแนวหลังสมัยใหม่ที่ใคร่ครวญเกี่ยวกับวรรณกรรมและการอ่าน ขณะที่บางชิ้นก็ถูกแปะป้ายว่าเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ และยังมีชิ้นอื่นๆ ที่เป็นคล้ายนิทานพื้นบ้าน อีกทั้งชิ้นที่ถูกเรียกง่ายๆ ว่าเป็นงานสมัยใหม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคัลวีโนเป็นนักเขียนที่พยายามแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการเขียนงานอย่างสม่ำเสมอและขึ้นชื่อว่าเป็นนักเขียนทดลองมือฉมัง