Sale!

เรื่องสั้น อ่านยาว ของมันโรและคาร์เวอร์

500 ฿

  • มือสมัครเล่น โดย เรย์มอนด์ คาร์เวอร์
  • สุดชีวิต โดย แอลิซ มันโร
รหัสสินค้า: munro-caver-promotion หมวดหมู่:

ข้อมูลเพิ่มเติม

รายละเอียด

มือสมัครเล่น

แก้วเหล้า โศกนาฏกรรมความสัมพันธ์ ทิฐิคนเป็นชาย

เมื่อมือสมัครเล่นในสนามชีวิตได้แต่คลำทางไปข้างหน้าเพื่อตามหาสิ่งที่ขาดหายโดยไม่รู้จุดหมาย รอคอยบางสิ่งบางอย่างที่แม้แต่ตนก็ไม่รู้ว่าอะไร ต่างคนต่างเสาะหาอดีตและอนาคตจากในเศษซากของความสัมพันธ์ที่พังทลาย ในทุกการหักห้ามใจที่ไม่เคยเอาชนะความเย้ายวน ในทุกความผิดที่ติดอยู่ภายใน กระนั้นไม่ว่าจะเดินมาไกลเพียงไร แต่ทุกคนกลับเพิ่งจะออกเริ่มต้นเพื่อค้นหา ว่าทำไมชีวิตจึงไม่สุขสมบูรณ์เสียเลย

17 เรื่องสั้นของชีวิตคนเดินดินที่ไม่ได้สมบูรณ์พร้อม บอกเล่าด้วยภาษาเรียบตรงไร้การปรุงแต่งของนักเขียนผู้ธรรมดาสามัญ ต้นฉบับดั้งเดิมปราศจากการปรับแก้ของเรื่องรวมเรื่องสั้น What We Talk About When We Talk About Love ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับ อเลฆานโดร อินาร์ริตู นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ Birdman ในปี 2014

เรย์มอนด์ คาร์เวอร์ จูเนียร์ เกิดเมื่อปี 1938 และเติบโตขึ้นที่เมืองยาคิมา รัฐวอชิงตัน คาร์เวอร์แต่งงานครั้งแรกตอนอายุสิบเก้าและมีลูกสองคนตอนอายุยี่สิบ ชีวิตของเขาและภรรยาแทบจะชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่เสมอ ซ้ำยังมีปัญหาติดเหล้าและนอกใจมาสั่นคลอนชีวิตครอบครัว เรื่องสั้นของคาร์เวอร์จึงมักสะท้อนชีวิตปุถุชนที่ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมเช่นเดียวกับตน แม้คาร์เวอร์จะเลิกเหล้าได้ในที่สุด แต่ก็ต้องเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดในปี 1988 หลังแต่งงานใหม่ได้เพียงหกสัปดาห์

คาร์เวอร์ตีพิมพ์รวมเรื่องสั้น What We Talk About When We Talk About Love ออกมาในปี 1981 แต่ด้วยผลงานถูกปรับแก้ไปกว่าครึ่ง เทส แกลาเกอร์ ภรรยาหม้ายของคาร์เวอร์ จึงได้นำต้นฉบับดั้งเดิมออกมาตีพิมพ์ใหม่ในปี 2009 ภายใต้ชื่อ Beginners หรือ มือสมัครเล่น

“เรย์มอนด์ คาร์เวอร์ เป็นครูผู้ทรงคุณที่สุดของผมอย่างไม่ต้องสงสัย และเขายังเป็นสหายทางวรรณกรรมที่ดีที่สุดของผมด้วย … ผมรู้สึกว่านวนิยายที่ผมเขียนมีแนวทางแตกต่างออกไปจากเรื่องแต่งที่เรย์เขียนเอาไว้มาก แต่หากโลกนี้ไม่มีเขา หรือหากผมไม่เคยพบเจอกับงานเขียนของเขาแล้ว หนังสือที่ผมเขียน โดยเฉพาะพวกงานเรื่องสั้น ก็คงมีรูปแบบผิดแผกไปจากที่เป็นอยู่มากทีเดียว”

ฮารูกิ มูราคามิ

สุดชีวิต

รวมเรื่องสั้นเล่มสุดท้ายของแอลิซ มันโร (Alice Munro) นักเขียนชาวแคนาดา ก่อนที่เธอจะประกาศเกษียณอายุจากการเขียนหนังสือในปี 2013 หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยเรื่องสั้นทั้งหมด 14 เรื่อง โดยที่ 4 เรื่องสุดท้ายมันโรแยกมันออกมาเป็น “ปัจฉิมบท” และได้เขียนบอกผู้อ่านไว้ด้วยว่า

งานสี่ชิ้นสุดท้ายในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเล่าเสียทีเดียว งานเหล่านี้ประกอบกันเป็นหน่วยแยกออกมา เป็นอัตชีวประวัติเชิงอารมณ์ แม้ไม่อาจนับเป็นอัตชีวประวัติได้ทั้งหมดในเชิงข้อเท็จจริง ฉันเชื่อว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งแรกและสิ่งสุดท้าย รวมถึงสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่ฉันจะพูดเกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง

แอลิซ มันโร (Alice Munro) เกิดวันที่ 10 กรกฎาคม 1931 ในเมืองวิงแฮม รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา แม่ของเธอเป็นครู ส่วนพ่อทำฟาร์มสุนัขจิ้งจอกและตัวมิงค์ หลังจบชั้นมัธยมปลาย มันโรศึกษาต่อด้านวารสารศาสตร์และภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออนแทรีโอ ทว่าเลิกเรียนกลางคันเพื่อแต่งงานกับ James Munro เพื่อนนักศึกษา ในปี 1951 ต่อจากนั้น เธอและสามีย้ายไปอยู่ที่เมืองวิคตอเรีย รัฐบริติชโคลัมเบีย ที่ซึ่งทั้งคู่ร่วมกันเปิดร้านหนังสือชื่อ Munro’s Books เธอมีลูกสาว 4 คน โดยคนหนึ่งเสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด มันโรหย่ากับสามีคนแรกในปี 1972 และย้ายกลับไปอยู่ที่รัฐออนแทรีโอ โดยได้รับเชิญไปสอนช่วงสั้นๆ ที่มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออนแทรีโอ ที่ซึ่งเธอเคยเป็นนักศึกษานั่นเอง ต่อมาในปี 1976 มันโรแต่งงานอีกครั้งกับ Gerald Fremlin นักภูมิศาสตร์ ผู้ซึ่งเธอรู้จักตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังปัจจุบันของมันโรในเมืองคลินตัน ใกล้บ้านเกิดของมันโรทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐออนแทรีโอ Fremlin เสียชีวิตในปี 2013

มันโรเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่วัยรุ่น เรื่องสั้นของเธอตีพิมพ์ในนิตยสารต่างๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ทว่ากว่าที่หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของเธอ Dance of the Happy Shades จะได้ตีพิมพ์ก็ต้องรอจนถึงปี 1968 เมื่อเธออายุ 37 ปีแล้ว ต่อมาในปี 1971 หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มที่สอง Lives of Girls and Women ตีพิมพ์ตามมา และนักวิจารณ์เรียกมันว่า Bildungsroman หรือแนววรรณกรรมที่แสดงให้เห็นกระบวนการเติบโตและเรียนรู้ของตัวเอกทั้งในเชิงจิตวิทยาและมโนสำนึก

มันโรได้รับการยกย่องว่ามีความสามารถในการเล่าเรื่องที่ละเอียดอ่อนกระทบใจ ฉายให้เห็นความจริงอันสลับซับซ้อนในจิตใจมนุษย์ นักวิจารณ์บางคนเปรียบเธอว่าเป็น “เชคอฟของแคนาดา” เรื่องเล่าของเธอมักมีฉากเป็นเมืองเล็กๆ ที่ซึ่งตัวละครต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการยอมรับทางสังคม บ่อยครั้งส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดและความขัดแย้งทางศีลธรรม ปมปัญหามักเกิดจากความแตกต่างระหว่างคนต่างรุ่นและการปะทะกันของความทะยานอยากในชีวิต แม้ตัวบทจะบรรยายภาพชีวิตประจำวัน ทว่าภาพนั้นก็เป็นเหตุการณ์ที่เป็นจุดชี้ขาดชนิดที่เผยแสดงเรื่องราวแวดล้อมทั้งหมด แล้วปล่อยให้คำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของชีวิตวาบขึ้นอย่างฉับพลันทันใดในใจของผู้อ่าน

แอลิซ มันโรได้รับรางวัลต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงรางวัล The Man Booker International Prize ในปี 2009 ส่วนเกียรติยศสูงสุดคือได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 2013 โดยได้รับการประกาศเกียรติคุณว่าเป็น “นักเขียนเรื่องสั้นร่วมสมัยผู้ยิ่งใหญ่”

รวมเรื่องสั้น สุดชีวิต หรือ Dear Life นี้ ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกในปี 2012 โดยมันโรประกาศว่าเป็นผลงานเล่มสุดท้ายของตัวเธอ ซึ่งจะเกษียณอายุจากงานเขียนในเดือนมิถุนายน 2013